ชื่อบทความนี้ผมไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ เพราะผมเองแค่เกิดความสงสัยเฉยๆ ว่าหนังสือหรือบทความหลายอย่างต่างก็เขียนเกี่ยวกับวิธีการหามูลค่าที่แท้จริงไปเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งวิธี DCF เอย เอากำไรในอดีตมาวัดอนาคตเอย
แต่.. เราจะรู้ได้ยังไงว่าวิธีที่ใช้ในการคำนวณนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
16 มิถุนายน 2558
13 มิถุนายน 2558
ขาดทุน 5 หมื่นกับขาดทุน 5 ล้าน
ถ้าให้เลือกได้เราอยากเจอแบบไหน ? เป็นผมๆ ไม่เลือกสักข้ออ่ะ 555+ ล้อเล่นครับ สมมติมีชายสองคนเล่นหุ้นเหมือนกัน ขาดทุนเหมือนกัน คนแรกขาดทุนแค่ 5 หมื่น แต่คนที่สองขาดทุน 5 ล้าน ถ้าจำเป็นต้องเลือก เราจะเลือกคนไหน
ขาดทุนตั้ง 5 ล้านใครจะไปเลือก เงินห้าล้านนี่พอๆ กับเสียคอนโดพร้อมรถเลย ในขณะที่ขาดทุนห้าหมื่นมันก็ประมาณ iMac เครื่องนึงเท่านั้น ทำใจง่ายกว่าเยอะ
เอางี้ดีกว่า ถ้าผมบอกใหม่ว่าชายที่ขาดทุนห้าหมื่นนั้นมีพอร์ตหุ้นแค่ 1 แสน แต่คนที่ขาดทุนห้าล้านมีพอร์ตประมาณ 100 ล้านล่ะ ? แน่นอนเราต้องเลือกชายคนที่สองอยู่แล้ว เสียห้าล้านก็ยังเหลืออีกตั้งหลายล้าน
แต่นั่นแหละ เมื่อถึงเวลานั้นเราจะ "เจ๋งจริง" จนสามารถทำใจกับคอนโดและรถที่เสียไปได้รึเปล่า
ขาดทุนตั้ง 5 ล้านใครจะไปเลือก เงินห้าล้านนี่พอๆ กับเสียคอนโดพร้อมรถเลย ในขณะที่ขาดทุนห้าหมื่นมันก็ประมาณ iMac เครื่องนึงเท่านั้น ทำใจง่ายกว่าเยอะ
เอางี้ดีกว่า ถ้าผมบอกใหม่ว่าชายที่ขาดทุนห้าหมื่นนั้นมีพอร์ตหุ้นแค่ 1 แสน แต่คนที่ขาดทุนห้าล้านมีพอร์ตประมาณ 100 ล้านล่ะ ? แน่นอนเราต้องเลือกชายคนที่สองอยู่แล้ว เสียห้าล้านก็ยังเหลืออีกตั้งหลายล้าน
แต่นั่นแหละ เมื่อถึงเวลานั้นเราจะ "เจ๋งจริง" จนสามารถทำใจกับคอนโดและรถที่เสียไปได้รึเปล่า
10 มิถุนายน 2558
หัดขี้เกียจซะบ้าง
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมัยนี้ใครๆ ก็ขยันกันอย่างเอาเป็นเอาตายมากขึ้น แม้กระทั่งเด็กอนุบาลบางที่ยังมีติวสอนพิเศษเข้าโรงเรียนประถมด้วยซ้ำ ไล่ไปถึงผู้ใหญ่ที่ต้องขยันเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งงานที่สูงกว่าหรือดีกว่า แม้มันจะลำบากแค่ไหน แต่ผลตอบแทนที่ได้มันก็ทำให้เราลืมเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความยิ่งใหญ่ และแน่นอนรวมถึงเงินทองที่มากขึ้นอีกด้วย
จึงไม่แปลกที่ใครๆ ก็ขยันกันแทบทุกลมหายใจเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ แล้วคนขี้เกียจล่ะ ? ก็ถูกมองว่าเป็นพวกคนไม่เอาถ่านน่ะสิ !
แต่การขยันและมุมานะเหมือนคนอื่น มันเป็นสิ่งที่ดีพอและจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อยเสมอเลยงั้นเหรอ ?
จึงไม่แปลกที่ใครๆ ก็ขยันกันแทบทุกลมหายใจเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ แล้วคนขี้เกียจล่ะ ? ก็ถูกมองว่าเป็นพวกคนไม่เอาถ่านน่ะสิ !
แต่การขยันและมุมานะเหมือนคนอื่น มันเป็นสิ่งที่ดีพอและจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อยเสมอเลยงั้นเหรอ ?
4 มิถุนายน 2558
ศัพท์หุ้นพื้นฐานที่มือใหม่ควรรู้
เนื่องด้วยคุณแฟนของผมยิงสายตรงเข้ามาบอกว่า "ต้น เค้าอยากรู้เรื่องหุ้น เขียนศัพท์ที่เค้าควรจะรู้มาให้หน่อยจะได้มั้ยคะ" แหม่ จะให้ขัดได้ยังไงล่ะ ผมเลยเขียนจัดให้ 45 คำซะเลย และไหนๆ ก็ไหนๆ ผมว่ามันคงจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ เหมือนกัน ซึ่งศัพท์ทั้งหมดที่ผมเขียนก็มีดังนี้
ศัพท์หุ้นพื้นฐานที่ควรรู้
1) VI
ย่อมาจาก Value Investor หมายถึงนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า
2) Technical Analysis
การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ถ้าความหมายง่ายที่สุดก็คือการดูกราฟ หรือดูรูปแแบบของกราฟ
3) PE
อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น ค่าที่ได้จะออกมาเป็นเท่า ไว้วัดความถูกและแพงของหุ้นแบบหยาบๆ
ศัพท์หุ้นพื้นฐานที่ควรรู้
1) VI
ย่อมาจาก Value Investor หมายถึงนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า
2) Technical Analysis
การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ถ้าความหมายง่ายที่สุดก็คือการดูกราฟ หรือดูรูปแแบบของกราฟ
3) PE
อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น ค่าที่ได้จะออกมาเป็นเท่า ไว้วัดความถูกและแพงของหุ้นแบบหยาบๆ
3 มิถุนายน 2558
หุ้น 1 บาทกับหุ้น 10 บาท ตัวไหนแพงกว่ากันเหรอคะ
เราคุยเรื่องซับซ้อนกันมาหลายบทความแล้ว เอาเรื่องง่ายๆ อย่างบทความนี้บ้างดีกว่า เราคิดว่าหุ้นราคา 1 บาทกับหุ้นราคา 10 บาท ตัวไหนแพงกว่ากันครับ ? แน่นอนว่าถ้ามองแบบคร่าวๆ แล้ว หุ้นราคา 10 บาทย่อมแพงกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่.. ถ้ามองแบบเหนือชั้นขึ้นมาอีกนิดนึง ด้วยการมองที่กำไรต่อหุ้นเทียบกับราคาล่ะ ?
เช่นสมมติ หุ้นตัวแรกราคา 1 บาท แต่กำไรต่อหุ้นหรือ EPS อยู่ที่ 0.05 บาท ค่า PE จะเท่ากับ 20 เท่า ส่วนหุ้นอีกตัวราคา 10 บาท แต่ PE อยู่ที่เพียง 10 เท่า.. อ่าฮะ งั้นก็แปลว่าหุ้นราคาสิบบาท ถูกกว่าหุ้นราคาหนึ่งบาทน่ะสิ !
อืม.. จะว่าถูกก็ถูก แต่จะว่าผิดก็ผิดนะ หากเทียบในแง่ของมูลค่าที่ได้รับ หุ้นราคาสิบบาทย่อมถูกกว่า แต่ถ้าเทียบในแง่ของราคาหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตข้างหน้าแล้วละก็
ผมก็ยังเชื่อเหมือนเดิมครับ ว่าหุ้นราคา 1 บาทมันถูกกว่าหุ้นราคา 10 บาท แถมมันน่าสนใจกว่าแบบ "มากๆ" ซะด้วย
เช่นสมมติ หุ้นตัวแรกราคา 1 บาท แต่กำไรต่อหุ้นหรือ EPS อยู่ที่ 0.05 บาท ค่า PE จะเท่ากับ 20 เท่า ส่วนหุ้นอีกตัวราคา 10 บาท แต่ PE อยู่ที่เพียง 10 เท่า.. อ่าฮะ งั้นก็แปลว่าหุ้นราคาสิบบาท ถูกกว่าหุ้นราคาหนึ่งบาทน่ะสิ !
อืม.. จะว่าถูกก็ถูก แต่จะว่าผิดก็ผิดนะ หากเทียบในแง่ของมูลค่าที่ได้รับ หุ้นราคาสิบบาทย่อมถูกกว่า แต่ถ้าเทียบในแง่ของราคาหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตข้างหน้าแล้วละก็
ผมก็ยังเชื่อเหมือนเดิมครับ ว่าหุ้นราคา 1 บาทมันถูกกว่าหุ้นราคา 10 บาท แถมมันน่าสนใจกว่าแบบ "มากๆ" ซะด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



